วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

รายงาน Stop Motion

รายงาน Stop Motion เรื่อง.............
กลุ่มที่ 6
สมาชิก
1.             นางสาวสาธิตา                     กุลชล                     เลขที่ 20 ม.5/11
2.             นางสาวสุภัชชา                   เด็ดรักษ์ทิพย์         เลขที่ 21 ม.5/11
3.             นางสาวชุติกาญจน์             ชลีกรชูวงศ์           เลขที่ 30 ม.5/11
4.             นางสาววรรณชนก             เสนา                      เลขที่ 32 ม.5/11
วิธีดำเนินการ
1.             ร่วมกันปรึกษาค้นหาหัวข้อโครงงานที่น่าสนใจ
2.             วางแผนและร่วกันแบ่งหน้าที่ให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรับผิดชอบ
3.             รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อโครงงานที่ศึกษา
4.             จัดทำโครงงาน
5.             ตรวจสอบและแก้ไข
6.             นำเสนอผลงาน
ผลการดำเนินการ
                ทางคณะผู้จัดทำได้ทำโครงงานเกี่ยวกับปัญหาภาวะโลกร้อนเพื่อเป็นสื่อช่วยรณรงค์ให้คนตระหนักถึงการกระทำของมนุษย์ที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว ดังนั้นสิ่งที่ทางคณะผู้จัดทำหวังว่าจะได้รับ คือ ปัญหาภาวะโลกร้อนจะลดลงจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของมนุษย์ที่ช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การกระทำที่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อนลดน้อยลง และมนุษย์สามารถตระหนักถึงการดูแลอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพร้อมที่จะบอกต่อให้คนในสังคมร่วมกันปฎิบัติตาม
แหล่งเรียนรู้
1.             เว็บไซต์ออนไลน์
2.             ข่าวสารจากหนังสือพิมพ์

3.             แบบสอบถามออนไลน์ 

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ภาพผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ต่อโลกของเรา


ในแต่ละวัน สิ่งที่เราทำล้วนส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมในละแวกบ้านเรา ต่อประเทศ และต่อโลกของเรา อาจจะฟังดูแล้วอาจยากที่จะเข้าใจว่าช็อคโกแลตแท่งโปรดของเราเกี่ยวข้องอะไรกับการตัดไม้ทะลายป่าที่ประเทศอินโดนีเซีย แต่หากพิจารณาอย่างตั้งใจแล้ว ผลกระทบจากตัวเลือกการบริโภคและการกระทำของเรามีผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน 



ไฟและควันพวยพุ่งจากการเผาไหม้ของน้ำมันเหนืออ่าวเม็กซิโก ใกล้กับจุดหายนะน้ำมันรั่วของแท่นขุดเจาะน้ำมัน Deepwater Horizon ของบริษัทบีพี และจมลงหลังจากการลุกไหม้ ปล่อยให้น้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ท้องทะเล เป็นหายนะน้ำมันรั่วนอกชายฝั่งครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์



อีกภาพของไฟและควันพวยพุ่งสูงหลายร้อยฟุตจากการเผาไหม้ของน้ำมันเหนืออ่าวเม็กซิโก ใกล้กับจุดหายนะน้ำมันรั่วของแท่นขุดเจาะน้ำมัน Deepwater Horizon ของบริษัทบีพี


น้ำเสียจากอุตสาหกรรมซึ่งประกอบด้วยสารเคมีอันตรายต่างๆ ถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำซิตารัม ประเทศอินโดนีเซีย



เหมืองถ่านหินเปิด Muli ของกลุ่มบริษัท Kingko อยู่ใกล้กับภูเขา Chi-Lien ประเทศจีน กรีนพีซได้ตรวจสอบพบว่าเหมืองถ่านหินนี้ทำลายพื้นที่อนุรักษ์อันเป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำเหลืองอย่างผิดกฎหมาย โดยเหมืองขนาดยักษ์แห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่ากรุงลอนดอนถึงสี่เท่า ณ ความสูงกว่า 4,000 เมตร



หาดทรายที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมัน ณ อ่าวพร้าว เกาะเสม็ด ประเทศไทย จากหายนะน้ำมันดิบรั่วกว่า 50,000 ลิตร ของบริษัทปตท.



การตัดไม้ทำลายป่าใน Mato Grosso ประเทศบราซิล เพื่อชยายฟาร์มโคนม ภาพนี้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากทางอากาศ  เส้นขอบที่เห็นนั้นคือเขตป้องกันไม่ให้ไฟจากการเผาป่ากระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของป่า



แหล่งน้ำที่เหือดแห้งไปหลังจากที่อุตสาหกรรมถ่านหินนำมาใช้จนหมด เหมืองถ่านหินนี้เป็นของ Asam-Asam อยู่กาลิมันตันใต้ อินโดนีเซีย



มลพิษทางอากาศในเมืองเดลี ประเทศอินเดีย ซึ่งถูกบันทึกไว้ว่าอยู่ในระดับอันตราย ทำให้ทุกคนโดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย ต้องเสี่ยงต่อภัยทางสุขภาพ




แม่น้ำ Tullahan (อยู่ระหว่างเมือง Caloocan และเมืองเวเนซูเอลา ประเทศฟิลิปปินส์) กลายเป็นสีม่วงและสีชมพูเมื่อฟองโฟมจากไร้แหล่งที่มา ผู้คนในท้องถิ่นที่อาศัยในบริเวณนั้นกล่าวว่าสีของน้ำเปลี่ยนไปทุกวัน และตกค้างอยู่ในน้ำ ก้อนหิน และริมฝั่งแม่น้ำ โดยมีอุตสาหกรรมหลายประเภท อาทิ กระดาษ ปากกา สีย้อมผ้า เรียงรายอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำ




ชายคนหนึ่งพยายามช่วยชีวิตนักดับเพลิงจากน้ำมันสองคน นามว่า Zhang Liang และ Han Xiaoxiong ที่กำลังติดอยู่ในน้ำมันดิบที่เหนียว เนื่องจากพยายามซ่อมปั๊มใต้น้ำระหว่างที่ทำการชะล้างคราบน้ำมัน เหตุการณ์น้ำมันรั่วนี้เกิดขึ้นที่ Dalian Port ประเทศจีน



หลุมบ่อ ณ มองโกเลียใน เกิดขึ้นจากการสูบน้ำบาดาลจากทุ่งหญ้า Hulun Buir ปริมาณมากถึง 26 ตันต่อวัน จากการสูบขึ้นมาใช้ 139 แห่ง โดยทุ่งหญ้านีมีหลุมบ่อขนาดยักษ์หลายร้อยหลุม มีความลึก 1-3 เมตร 



พื้นที่ซึ่งถูกเผาใหม่ๆ เศษซากจากการเผาป่าในเขตหมู่บ้าน Sumber Jaya เมือง Riau ประเทศอินโดนีเซีย



วันที่ 9 ธันวาคม ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุน้ำมันรั่วที่แม่น้ำ Sela ประเทศบังคลาเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในมรดกโลก โดยเรือขนส่งน้ำมันชื่อ Southern Star VII บรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง 350,000 ลิตร จมลงในแม่น้ำหลังจากถูกเรือขนส่งสินค้าชน เหตุการณ์นี้เป็นภัยคุกคามต่อพันธุ์พืชนานาชนิดที่อยู่ในแหล่งนั้น
หลายต่อหลายครั้งที่มนุษย์ได้ใช้ชีวิตอย่างไม่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และความสะดวกสะบายต่างๆ ทำให้เราลืมไปว่าเรากำลังตักตวงทรัพยากรธรรมชาติอย่างเกินกำลัง และทำให้ทรัพยากรที่เรามีนั้นไม่ยั่งยืนและถูกคุกคามจากน้ำมือของเราเอง แต่เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เพียงแค่ใส่ใจและไม่สนับสนุนอุตสาหกรรมหรือบริษัทที่เป็นต้นเหตุของการทำลายสิ่งแวดล้อมเหล่านี้
ที่มา http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/53344/

วิธีลดภาวะโลกร้อน


1. ปรับ Desktop Wallpaper ของท่านให้เป็นสำเข้ม ยิ่งเป็นสีดำเลยยิ่งดี เพราะว่ามันจะประหยัดไฟมากกว่า รวมไปถึง Screen Saver ก็ให้ตั้ง Blank ไว้ มันจะเป็นหน้าจอดำสนิท ปิดคอมพิวเตอร์เมื่อไม่ได้ใช้งาน เช่น ตอนพักเที่ยง และตอนกลับบ้าน
2. พกผ้าเช็ดหน้า แทนที่จะใช้กระดาษทิชชู สมัยนี้มีกระดาษทิชชูห่อสวยๆพกง่ายๆออกมา หลายคนใช้มันแทนผ้าเช็ดหน้า เพราะว่ามันสะดวกและห่อมันก็น่ารักด้วย แต่กระดาษทิชชูผลิตมาจากต้นไม้ ยิ่งใช้มากก็ยิ่งต้องตัดมาก ถ้าไม่จำเป็นก็ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าดีกว่าครับ เก็บต้นไม้ไว้เป็นปอดให้กับโลกเราบ้างเถอะนะ
3. การชาร์ตแบตมือถือ การชาร์ตแบตมือถือของคนทั่วๆไปเสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ถึง 95% เพราะว่ามักจะเสียบสายค้างไว้ทั้งๆที่แบตเต็มแล้ว ท่านรู้ไหมว่าถึงแบตจะเต็มแล้วแต่ว่าถ้าไม่ถอดออกมันก็จะยังกินไฟอยู่ ฉะนั้นเวลาแบตเต็มแล้วก็ให้ถอดสายออก แต่ถ้ายังเสียบหม้อแปลงกับเต้าเสียบค้างไว้มันก็ยังกินไฟอยู่ดี เพราะฉะนั้นก็ให้ถอดออกให้หมด
4. ประหยัดน้ำ อย่าใช้น้ำแบบสิ้นเปลือง ถ้ามีโอกาสได้เปลี่ยนก๊อกที่บ้าน ก็ให้ใช้ก๊อกน้ำแบบเพิ่มฟองอากาศ น้ำที่ไหลออกมาจะมีฟองอากาศออกมาด้วยทำให้ดูเหมือนมีน้ำเยอะ แต่จะประหยัดกว่าก๊อกธรรมดาถึงครึ่งหนึ่ง ถ้านึกไม่ออกให้ดูห้องน้ำตามห้าง น้ำที่ไหลออกมาจะเป็นแบบนั้น และเวลาใช้น้ำที่อื่นที่ไม่ใช่บ้านเราก็ควรจะประหยัดด้วย ไม่ใช่คิดว่าของฟรี หรือเวลาไปพักตามโรงแรมก็อย่าคิดว่าใช้ให้คุ้ม เพราะว่าทำแบบนี้แหละโลกถึงร้อน
5. ประหยัดไฟ ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้และถอดปลั๊กด้วย รวมไปถึงหลอดไฟด้วย ถ้ามีโอกาสก็เปลี่ยนหลอดไส้เป็นหลอดประหยัดไฟ CFL ซะ ที่มันเป็นเกลียวๆ ถึงหลอดพวกนี้จะแพงกว่า แต่ก็ประหยัดไฟกว่ามาก แถมอายุการใช้งานก็ยาวกว่าเยอะ ซึ่งในระยะยาวก็จะคุ้มกว่าแน่นอน
6. ลดใช้ถุงพลาสติก ถุงพลาสติกทำให้เราสะดวกขึ้นก็จริง แต่มันเป็นภัยต่อโลกอย่างมากมาย กว่าถุงที่เราใช้จะย่อยสลายไป ตัวเรานั้นย่อยสลายก่อนมันไปนานแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้ แต่ถ้าต้องใช้จริงๆก็ให้เก็บไว้เพื่อนำไปใช้ครั้งต่อไปได้อีก เวลาจ่ายตลาดก็ให้ใช้ถุงผ้าแทน ถุงผ้าสวยๆก็มีออกมาขายกันเยอะแยะ
7. ลดอาหารแช่แข็ง อาหารแช่แข็งตอนนี้กำลังมีมากขึ้นเรื่อยๆ และก็เห็นมีคนนิยมบริโภคมากขึ้นเหมือนกัน แต่ท่านรู้ไหมว่าขั้นตอนการผลิตนั้นทำให้สิ้นเปลืองพลังงานอย่างมาก เพราะว่ากล่องที่ใส่ก็เป็นพลาสติก ขั้นตอนในการขนส่งก็ต้องเก็บไว้ในที่เย็นตลอดเวลา รวมไปถึงตอนที่อยู่ในร้านด้วย แม้กระทั่งตอนจะกินยังต้องใช้พลังงานในการอุ่นอีก เพราะฉะนั้นถ้าไม่จำเป็นก็อย่ากินเลยครับ มันสิ้นเปลืองพลังงาน กินของสดอร่อยกว่าอีก
8. ใช้จักรยาน เวลาที่ท่านไปทำธุระใกล้ๆบ้าน อาจจะไปซื้อของ จ่ายตลาด นอกจากจะประหยัดน้ำมันในยุคที่น้ำมันแพงแล้ว ยังช่วยให้ท่านได้ออกกำลังกาย มีสุขภาพที่ดีอีกด้วย ไม่ต้องไปเสียเงินเข้าฟิตเนสแพงๆ
9. ลดการ Shopping หลายคนนั้นการ Shopping เป็นอะไรที่มีความสุขเหลือเกิน แต่ก็ขอให้ลดการซื้อแบบสิ้นเปลืองลงบ้าง บางทีก็ซื้อๆไปอย่างนั้นแหละ แต่ก็ได้ใส่แค่ครั้งสองครั้ง บางชิ้นอาจไม่ได้ใส่ด้วยซ้ำ แต่อยากซื้อ..อะไรที่คิดว่าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องซื้อหรอกครับ เอาแค่อันที่เราจะใส่จริงๆ เพราะว่ามันต้องใช้พลังงานมากมายในอุตสาหกรรมพวกนี้
10. ปลูกต้นไม้ ผมว่ามนุษย์ทุกคนชอบธรรมชาติ เวลาที่เราได้เห็นสถานที่ที่มีธรรมชาติงดงาม ไม่ว่าจะเป็นป่าไม่ที่เขียวชอุ่ม น้ำใสๆ ชายหาดที่ขาวสะอาด เราจะรู้สึกสบายใจและชอบมัน แต่ว่าพวกเราก็ไม่ได้ช่วยกันรักษามัน เพราะฉะนั้นถ้ามีเวลาก็ให้ช่วยกันปลูกต้นไม้ อาจจะเป็นที่สวนหน้าบ้านได้ หรือมีเนื้อที่ตรงไหนก็ปลูกตรงนั้น ใส่กระถางไว้ก็ได้ นอกจากจะทำให้บ้านดูสวยขึ้นแล้ว ยังจะช่วยลดก๊าซพิษในอากาศได้อีกด้วย
ที่มา http://www.greentheearth.info/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/

แก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศ

 ปรากฏการณ์เรือนกระจก ค้นพบโดยโจเซฟ ฟูเรียร์ เมื่อ พ.ศ. 2367 และได้รับการตรวจสอบเชิงปริมาณโดยสวานเต อาร์รีเนียสในปี พ.ศ. 2439 กระบวนการเกิดขึ้นโดยการดูดซับและการปลดปล่อยรังสีอินฟราเรดโดยแก๊สเรือนกระจกเป็นตัวทำให้บรรยากาศและผิวโลกร้อนขึ้น

การเกิดผลกระทบของปรากฏการณ์เรือนกระจกดังกล่าวไม่เป็นที่ถกเถียงกันแต่อย่างใด เพราะโดยธรรมชาติแก๊สเรือนกระจกที่เกิดขึ้นนั้นจะมีค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิอยู่ที่ 33 องศาเซลเซียส อยู่แล้ว ซึ่งถ้าไม่มี มนุษย์ก็จะอยู่อาศัยไม่ได้  ประเด็นปัญหาจึงอยู่ที่ว่าความแรงของปรากฏการณ์เรือนกระจกจะเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อกิจกรรมของมนุษย์ไปเพิ่มความเข้มของแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศ
แก๊สเรือนกระจกหลักบนโลกคือ ไอระเหยของน้ำ ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อนมากถึงประมาณ 30-60% (ไม่รวมก้อนเมฆ) คาร์บอนไดออกไซด์เป็นตัวการอีกประมาณ 9–26% แก๊สมีเทน (CH4) เป็นตัวการ 4–9% และโอโซนอีก 3–7%  ซึ่งหากนับโมเลกุลต่อโมเลกุล แก๊สมีเทนมีผลต่อปรากฏการณ์เรือนกระจกมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ความเข้มข้นน้อยกว่ามาก ดังนั้นแรงการแผ่ความร้อนจึงมีสัดส่วนประมาณหนึ่งในสี่ของคาร์บอนไดออกไซด์ และยังมีแก๊สอื่นอีกที่เกิดตามธรรมชาติแต่มีปริมาณน้อยมาก หนึ่งในนั้นคือ ไนตรัสออกไซด์ (N2O) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการทำกิจกรรมของมนุษย์ เช่นเกษตรกรรม ความเข้มในบรรยากาศของ CO2 และ CH4 เพิ่มขึ้น 31% และ 149 % ตามลำดับนับจากการเริ่มต้นของยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงประมาณ พ.ศ. 2290 (ประมาณปลายรัชสมัยพระบรมโกศฯ) เป็นต้นมา ระดับอุณหภูมิเหล่านี้สูงกว่าอุณหภูมิของโลกที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ในช่วง 650,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ที่ได้มาจากแกนน้ำแข็งที่เจาะมาได้ และจากหลักฐานทางธรณีวิทยาด้านอื่นก็ทำให้เชื่อว่าค่าของ CO2 ที่สูงในระดับใกล้เคียงกันดังกล่าวเป็นมาประมาณ 20 ล้านปีแล้ว  การเผาผลาญเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์หรือเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil fuel) มีส่วนเพิ่ม CO2 ในบรรยากาศประมาณ 3 ใน 4 ของปริมาณ CO2 ทั้งหมดจากกิจกรรมมนุษย์ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ส่วนที่เหลือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน โดยเฉพาะการทำลายป่าเป็นส่วนใหญ่ 
ความเข้มของปริมาณ CO2 ที่เจือปนในบรรยากาศปัจจุบันมีประมาณ 383 ส่วนในล้านส่วนโดยปริมาตร (ppm) ประมาณว่าปริมาณ CO2 ในอนาคตจะสูงขึ้นอีกจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน อัตราการเพิ่มขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และการพัฒนาของตัวธรรมชาติเอง แต่อาจขึ้นอยู่กับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก รายงานพิเศษว่าด้วยการจำลองการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (Special Report on Emissions Scenarios) ของ IPCC ได้จำลองว่าปริมาณ CO2 ในอนาคตจะมีค่าอยู่ระหว่าง 541 ถึง 970 ส่วนในล้านส่วน ในราวปี พ.ศ. 2643  ด้วยปริมาณสำรองของเชื้อเพลิงฟอสซิลจะยังคงมีเพียงพอในการสร้างสภาวะนั้น และยังสามารถเพิ่มปริมาณขึ้นได้อีกเมื่อเลยปี 2643 ไปแล้ว ถ้าเรายังคงใช้ถ่านหิน น้ำมันดิน น้ำมันดินในทราย หรือมีเทนก้อน (methane clathratesmethane clathrates เป็นแก๊สมีเทนที่ฝังตัวในผลึกน้ำแข็งในสัดส่วนโมเลกุลมีเทน:โมเลกุลน้ำ = 1 : 5.75 เกิดใต้ท้องมหาสมุทรที่ลึกมาก) ต่อไป 
ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%8F%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99

สาเหตุของภาวะโลกร้อน

สภาพภูมิอากาศของโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปตามแรงกระทำจากภายนอก ซึ่งรวมถึงการผันแปรของวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ (แรงกระทำจากวงโคจร)  การระเบิดของภูเขาไฟ  และการสะสมของแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศ รายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุของความร้อนที่เพิ่มขึ้นของโลกยังคงเป็นประเด็นการวิจัยที่มีความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ อย่างไรก็ดี มีความเห็นร่วมทางวิทยาศาสตร์ (scientific consensus) บ่งชี้ว่า ระดับการเพิ่มของแก๊สเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นส่วนที่มีอิทธิพลสำคัญที่สุดนับแต่เริ่มต้นยุคอุตสาหกรรมเป็นต้นมา สาเหตุข้อนี้มีความชัดเจนมากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากมีข้อมูลมากพอสำหรับการพิเคราะห์ นอกจากนี้ยังมีสมมุติฐานอื่นในมุมมองที่ไม่ตรงกันกับความเห็นร่วมทางวิทยาศาสตร์ข้างต้น ซึ่งนำไปใช้เพื่ออธิบายเหตุการณ์ที่อุณหภูมิมีค่าสูงขึ้น สมมุติฐานหนึ่งในนั้นเสนอว่า ความร้อนที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นผลจากการผันแปรภายในของดวงอาทิตย์ 
ผลกระทบจากแรงดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นในฉับพลันทันใด เนื่องจาก “แรงเฉื่อยของความร้อน” (thermal inertia) ของมหาสมุทรและการตอบสนองอันเชื่องช้าต่อผลกระทบทางอ้อมทำให้สภาวะภูมิอากาศของโลก ณ ปัจจุบันยังไม่อยู่ในสภาวะสมดุลจากแรงที่กระทำ การศึกษาเพื่อหา “ข้อผูกมัดของภูมิอากาศ” (Climate commitment) บ่งชี้ว่า แม้แก๊สเรือนกระจกจะอยู่ในสภาวะเสถียรในปี พ.ศ. 2543 ก็ยังคงมีความร้อนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.5 องศาเซลเซียสอยู่ดี 


ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%8F%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99

ปรากฏการณ์โลกร้อน คืออะไร???

ปรากฏการณ์โลกร้อน (อังกฤษGlobal warming) หมายถึงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศใกล้พื้นผิวโลกและน้ำในมหาสมุทรตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 และมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา นับถึง พ.ศ. 2548 อากาศใกล้ผิวดินทั่วโลกโดยเฉลี่ยมีค่าสูงขึ้น 0.74 ± 0.18 องศาเซลเซียส ซึ่งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ของสหประชาชาติได้สรุปไว้ว่า “จากการสังเกตการณ์การเพิ่มอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ประมาณตั้งแต่ พ.ศ. 2490) ค่อนข้างแน่ชัดว่าเกิดจากการเพิ่มความเข้มของแก๊สเรือนกระจกที่เกิดขึ้นโดยกิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นผลในรูปของปรากฏการณ์เรือนกระจก”  ปรากฏการณ์ธรรมชาติบางอย่าง เช่น ความผันแปรของการแผ่รังสีจากดวงอาทิตย์และการระเบิดของภูเขาไฟ อาจส่งผลเพียงเล็กน้อยต่อการเพิ่มอุณหภูมิในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมจนถึง พ.ศ. 2490 และมีผลเพียงเล็กน้อยต่อการลดอุณหภูมิหลังจากปี 2490 เป็นต้นมา ข้อสรุปพื้นฐานดังกล่าวนี้ได้รับการรับรองโดยสมาคมและสถาบันการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ไม่น้อยกว่า 30 แห่ง รวมทั้งราชสมาคมทางวิทยาศาสตร์ระดับชาติที่สำคัญของประเทศอุตสาหกรรมต่าง ๆ แม้นักวิทยาศาสตร์บางคนจะมีความเห็นโต้แย้งกับข้อสรุปของ IPCC อยู่บ้าง  แต่เสียงส่วนใหญ่ของนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศของโลกโดยตรงเห็นด้วยกับข้อสรุปนี้ 
แบบจำลองการคาดคะเนภูมิอากาศที่สรุปโดย IPCC บ่งชี้ว่าอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยที่ผิวโลกจะเพิ่มขึ้น 1.1 ถึง 6.4 องศาเซลเซียส ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2544–2643)  ค่าตัวเลขดังกล่าวได้มาจากการจำลองสถานการณ์แบบต่าง ๆ ของการแผ่ขยายแก๊สเรือนกระจกในอนาคต รวมถึงการจำลองค่าความไวภูมิอากาศอีกหลากหลายรูปแบบ แม้การศึกษาเกือบทั้งหมดจะมุ่งไปที่ช่วงเวลาถึงเพียงปี พ.ศ. 2643 แต่ความร้อนจะยังคงเพิ่มขึ้นและระดับน้ำทะเลก็จะสูงขึ้นต่อเนื่องไปอีกหลายสหัสวรรษ แม้ว่าระดับของแก๊สเรือนกระจกจะเข้าสู่ภาวะเสถียรแล้วก็ตาม การที่อุณหภูมิและระดับน้ำทะเลเข้าสู่สภาวะดุลยภาพได้ช้าเป็นเหตุมาจากความจุความร้อนของน้ำในมหาสมุทรซึ่งมีค่าสูงมาก 
การที่อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และคาดว่าทำให้เกิดภาวะลมฟ้าอากาศสุดโต่ง (extreme weather) ที่รุนแรงมากขึ้น ปริมาณและรูปแบบการเกิดหยาดน้ำฟ้าจะเปลี่ยนแปลงไป ผลกระทบอื่น ๆ ของปรากฏการณ์โลกร้อนได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของผลิตผลทางเกษตร การเคลื่อนถอยของธารน้ำแข็ง การสูญพันธุ์พืช-สัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งการกลายพันธุ์และแพร่ขยายโรคต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น
แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง ได้แก่ปริมาณของความร้อนที่คาดว่าจะเพิ่มในอนาคต ผลของความร้อนที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบอื่น ๆ ที่จะเกิดกับแต่ละภูมิภาคบนโลกว่าจะแตกต่างกันอย่างไร รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ แทบทุกประเทศได้ลงนามและให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต ซึ่งมุ่งประเด็นไปที่การลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก แต่ยังคงมีการโต้เถียงกันทางการเมืองและการโต้วาทีสาธารณะไปทั่วทั้งโลกเกี่ยวกับมาตรการว่าควรเป็นอย่างไร จึงจะลดหรือย้อนกลับความร้อนที่เพิ่มขึ้นของโลกในอนาคต หรือจะปรับตัวกันอย่างไรต่อผลกระทบของปรากฏการณ์โลกร้อนที่คาดว่าจะต้องเกิดขึ้น
ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%8F%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วิธีการทำ Stop motion





วิธีการทำ STOP MOTION




เทคนิคการทำ STOP MOTION จาก APP I-PHONE


ตัวอย่างของ STOP MOTION